ประยุทธ์ ลงโทษ ผู้เกี่ยวข้องกับ บ่อน พร้อมสั่งตรวจหาบ่อน

ประยุทธ์ ลงโทษ ผู้เกี่ยวข้องกับ บ่อน พร้อมสั่งตรวจหาบ่อน

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งกำชับให้มีการเร่งปราบปราม บ่อน และ ลงโทษ ผู้เกี่ยวข้อง หลังบ่อนระยองทำผู้ป่วยโรคโควิด-19 พุ่ง ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตีได้สั่งให้มีการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับบ่อนพนัน จนเป็นเหตุให้จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในจังหวัดระยองพุ่งสูงขึ้น พร้อมสั่งกำชับให้มีการตรวจดูว่ามีบ่อนพนันจุดไหนบ้าง

โดยข้อความระบุว่า “นายกฯ สั่ง กวดขัน ลงโทษทุกคน เอี่ยวบ่อนการพนัน

(29 ธ.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า จะกำชับ ลงโทษทุกคนที่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนัน โดยต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนัน พร้อมให้ดูด้วยว่ามีบ่อนการพนันอยู่จุดใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมหลายพื้นที่มีความเข้มแข็ง ดูแลได้เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องบ่อนการพนัน การป้องกันโรคโควิด-19 และการกระทำความผิดต่างๆ โดยขอชื่นชม ให้กำลังใจในการทำงานต่อไป ทั้งนี้ จะต้องกวดขันแหล่งอบายมุขให้มากยิ่งขึ้น และขอฝากให้ประชาชนระมัดระวังตัวเองด้วย”

ทั้งนี้ในช่วงวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบช.ก สืบทราบว่ามีการลักลอบเปิดบ่อนการพนัน ภายใน ซ.แจ้งวัฒนะ 14 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ พร้อมรวบนักพนันได้ 89 ราย กระทรวงดิจิทัลฯ ( DES ) ได้เปิดเผย 10 อันดับ ข่าวปลอม ที่ถูกนำมาแชร์ซ้ำมากที่สุดในรอบปี 63 หมวดสุขภาพครองแชมป์ 3 อันดับแรก ขณะนี้สัดส่วนข่าวปลอม ข่าวจริง และข่าวบิดเบือนบนเครือข่ายโซเชียล อยู่ในสัดส่วน 7:2:1

นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส/ DES ) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้าน ข่าวปลอม ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า จากที่ได้รับมอบหมายจากนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันตน์ รมว.ดีอีเอส ในการเร่งแก้ไขปัญหาข่าวปลอม

โดยมีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เป็นกลไกสำคัญ และถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล มุ่งเน้นการจัดการข้อมูลที่เป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายกับประชาชนและสาธารณชนในวงกว้าง ล่าสุดศูนย์ฯ ได้รวบรวมข้อมูลจัดอันดับ 10 ข่าวปลอมที่มีการนำมาแชร์ซ้ำบ่อยสุดในรอบปี 2563

นายก วอน ปชช. ร่วมมือร่วมใจผ่าน โควิด-19 / แจงกรณี วัคซีน ต้องผ่าน อย.

นายก ได้ทำการให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริม SMEs ทั้งในส่วนการรายละเอียดการประชุม และในกรณีของการนำเข้า วัคซีน โควิด-19 นั้นก็ได้ชี้แจงว่าต้องผ่านการตรวจสอบและพิจารณาจากทาง อย. ก่อนดำเนินการ ทั้งนี้ได้ส่งท้ายขอความร่วมมือ และร่วมใจจากประชาชนทุกคนเพื่อที่จะผ่านปัญหานี้ไปได้

วันนี้ (28 ธ.ค.63) เวลา 14.45 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีการหารือในแผนการดำเนินงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

โดยที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ การให้ SMEs ไปต่อได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบในการลงทุน เพิ่มนวัตกรรม ผลักดันผลิตภัณฑ์สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เร่งรัดหน่วยราชการ สามารถจัดซื้อวิสาหกิจชุมชนตามที่เคยปลดล็อกไปแล้ว

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความคืบหน้าสถานการณ์โควิด-19 หากสามารถติดตามผู้ติดเชื้อในแต่ละวันให้เข้าระบบ รู้ที่มาของการติดเชื้อก็จะสามารถหาวิธีการป้องกันได้ ทั้งนี้ รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแล และป้องกันให้ประชาชนทุกคนปลอดภัย พร้อมเตือนให้ทุกคนใส่หน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด โดยเฉพาะเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง รวมถึงให้พิจารณาการเรียน online และมาตรการ Work from Home ดังที่เคยได้มีการปฏิบัติมาก่อนแล้ว

กรณีวัคซีนนั้น จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก อย. ต้องมีการคัดกรองคุณภาพ ประสิทธิภาพจึงจะสามารถนำมาใช้ได้ รวมทั้งประเมินความเสี่ยง ติดตามผลข้างเคียงของวัคซีนที่จะเกิดขึ้นด้วย จึงจำเป็นต้องรับความคิดเห็นจากแพทย์และต้องให้สาธารณสุขรับรองเสียก่อน ในส่วนของวัคซีนที่สั่งจองไปจำนวน 20 ล้านโดสมีข้อตกลงว่าสามารถนำมาวิจัยต่อยอดในประเทศได้ สามารถผลิตเองได้ ทำให้มั่นใจว่าจะเพียงพอต่อคนทั้งประเทศแน่นอน ในส่วนการส่งเสริมภายในประเทศรัฐบาลมีวงเงินงบประมาณที่ให้สถาบันวัคซีนเพื่อแจกจ่ายคณะทำงานในส่วนนี้ โดยกลุ่มที่จะได้รับงบประมาณจะต้องเข้าเกณฑ์ที่สถาบันวัคซีนกำหนด พร้อมกล่าวว่าได้เพิ่มวงเงินงบประมาณในส่วนนี้แล้ว

ช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรียังวอนคนทั้งประเทศร่วมมือร่วมใจกันผ่านปัญหาไปให้ได้ ไม่โทษกันเอง ย้ำไม่เคยเอื้อประโยชน์พร้อมสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย หากพบการทุจริตสามารถส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง พร้อมขอบคุณสำหรับฉายาที่สื่อตั้งให้ ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไรที่ได้รับฉายานี้

แนะนำ : รีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้า | รีวิวอาหารญี่ปุ่น| รีวิวที่เที่ยว | ดาราเอวี